Deadhead คืออะไร

Deadhead หรือ passive crew หมายถึง นักบินและ/หรือพนักงานต้อนรับที่เดินทางไปด้วยบนเที่ยวบินโดยไม่ได้ทำหน้าที่ในระหว่างไฟลท์ แต่เดินทางไปเพื่อทำหน้าที่หลังจากไฟลท์หรือเดินทางกลับบ้าน ทำไมต้องมี dead head ? กล่าวถึงเฉพาะด้านนักบินเพื่อให้เห็นภาพถึงสถานการณ์ที่ต้องเดินทางเป็น dead head กันครับ ปกตินักบินจะบินเครื่องบินได้เฉพาะแบบ เช่น คนที่บิน B777 ก็บินได้เฉพาะ B777 นักบิน B747 ก็บินได้เฉพาะ B747 นักบิน B777 แม้ว่าจะเคยบิน B747 มาก่อนอยู่ ๆ วันนี้จะบิน B747 เลยไม่ได้ (นักบินนั้นถูกกำหนดตามกฏหมายให้บินเครื่องบินได้เพียงแบบเดียว หากจะบินเครื่องบินสองแบบต้องมีการขออนุมัติและมีมาตรการการฝึกและกำกับดูแลเพิ่มเติม ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วสายการบินจะให้บินเพียงแบบเดียวเท่านั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ให้เกิดความสับสนและทำให้เกิดข้อบกพร่องในด้านคุณภาพการบิน) การทำงานของนักบินจะมีการกำหนดระยะเวลาทำงานสูงสุดที่สามารถทำได้ต่อวัน ซึ่งก็คือประมาณ 11-13 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เริ่มต้นทำงาน และโดยปกติแล้วเที่ยวบินที่เดินทางจากกรุงเทพไปตามเมืองต่าง ๆ ในยุโรปนั้นจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้น เมื่อไปถึงนักบินจึงบินกลับมาเลยไม่ได้จะต้องลงนอนพักผ่อนที่ปลายทางก่อนที่จะทำการบินกลับ(ดูช่วงเวลาการพักผ่อนขั้นต่ำด้านล่าง) ส่วนเครื่องบินนั้นจะเดินทางรับผู้โดยสารกลับมาเลยในวันเดียวกันนั้นโดยใช้นักบินอีกชุดหนึ่งที่ไปถึงก่อนหน้าแล้ว 1 วัน (ขึ้นอยู่กับตารางการบินและการจัดการด้านการเคลื่อนย้ายกำลังพลด้วย) เรามาดูตัวอย่างกันชัด ๆ …

อยากเป็นนักบินต้องทำอย่างไร

ปัจจุบันอาชีพนักบินเปิดกว้างมากขึ้น สำหรับผู้ที่จบปริญญา ตรีจากมหาวิทยาลัย หรือคณะที่ไม่ได้มีหลักสูตรการบิน สามารถ เป็นนักบินพาณิชย์ได้ โดยการสมัครเป็นนักบินฝึกหัดกับสายการ บินต่าง ๆ ที่จะมีการประกาศรับสมัครนักบิน อยู่เรื่อย ๆ เราเรียก การรับสมัครนักบินในกลุ่มนี้ว่า “Student Pilot” กลุ่ม Student Pilot นั้น หากผ่านการคัดเลือก บริษัทก็จะส่งตัวไปเข้ารับการฝึก เพื่อเป็นนักบินกับโรงเรียนการบินต่างๆ ที่มีข้อตกลงไว้กับบริษัท การฝึกก็จะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต นักบินพาณิชย์ตรีหลังจากนั้นจึงจะบรรจุเข้าเป็นพนักงานของสาย การบินและเข้ารับการฝึกตามมาตรฐานของแต่ละสายการบินต่อ ไป ส่วนข้อกำหนดในการรับเข้าทำงานนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ในแต่ละสายการบิน รวมทั้งข้อผูกมัดหลังจากฝึกบินเสร็จแล้วก็ แตกต่างกันไป เช่น หากฝึกเสร็จแล้ว ต้องทำการบินกับบริษัทฯ ไม่น้อยกว่า กี่ปี หรือหากลาออกก่อนกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ใน สัญญาผูกพันจะต้องชดใช้ค่าเล่าเรียนที่บริษัทฯออกให้ก่อนเป็น เงินเท่าไหร่ เป็นต้น หรือบางสายการบินอาจใช้วิธีหักเงินเดือน เพื่อคืนค่าเล่าเรียนที่บริษัทออกให้ ปัจจุบันมีหลายมหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรต่าง ๆ เกี่ยวกับ นักบินพาณิชย์พร้อมกับปริญญาบัตรวิชาชีพไม่ว่าจะเป็นคณะ 18วิศวกรรมศาสตร์ หรือ คณะวิทยาศาสตร์ โดยนักศึกษาที่จบ หลักสูตรนักบินพาณิชย์จะต้องผ่านการฝึกบินโดยโรงเรียนการบิน ที่ทำพันธสัญญาร่วมกับมหาวิทยาลัย ซึ่งโรงเรียนการบินเหล่านั้น ก็ต้องได้รับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย …

นักบินจะไม่ตัดสินใจเพื่อที่จะเอาใจคนรอบข้าง

การตัดสินใจที่ถูกต้อง แม้จะไม่มีใครชื่นชม ในอาชีพนักบิน การตัดสินใจที่ “ถูกต้องจริง ๆ”มีบ่อยครั้ง…ที่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ได้รับเสียงปรบมือ ตัวอย่างเช่น การยกเลิกเที่ยวบินการตัดสินใจดีเลย์เที่ยวบินการที่จะต้องบินกลับไปลงที่เดิมหรือการเลือกที่จะไม่บิน ทั้งที่ทุกอย่าง ดูเหมือนจะไปได้ นั่นเป็นเพราะว่า ไม่มีใครเห็นข้อมูลทั้งหมดในหัวนักบินที่กำลังประมวลผลไม่มีใครอยู่ในห้องนักบินไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์แทนได้ สิ่งที่ผู้โดยสารเห็น อาจเป็นแค่ “ความไม่สะดวก”แต่สิ่งที่นักบินเห็น คือ ความเสี่ยงที่ไม่ควรยอมรับ การบินสอนให้เรารู้ว่า การตัดสินใจที่ดี ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพอใจแต่มันต้องทำให้ทุกคน “ปลอดภัย” นักบินที่ยังรอคำชมมักตัดสินใจช้าเกินไปหรือตัดสินใจผิด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่นักบินมืออาชีพยอมรับได้กับการไม่มีเสียงชมถ้าแลกกับการพาทุกคนกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เพราะในโลกของการบินความสำเร็จที่แท้จริง คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนั่น…คือคำชมที่ดังที่สุดแม้จะไม่มีใครพูดออกมาก็ตาม —Capt. Sopon Insights

pilot life good & bad อีกด้านหนึ่งของชีวิตนักบิน

อีกด้านของคำว่า “อาชีพในฝัน”

ENGLISH version Click here ชีวิตนักบินไม่ได้เริ่มตอนเครื่องออก แต่เริ่มตั้งแต่ก่อนฟ้าสางหลายคนมองอาชีพนักบินผ่านภาพในโฆษณายูนิฟอร์มเรียบ เท่ห์ เดินผ่านสนามบินอย่างมั่นใจแต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือ “ชีวิตจริงก่อนเที่ยวบิน” โดยเฉพาะเที่ยวบินเช้า ลองนึกภาพเที่ยวบินที่ออกเวลา 06:00 น. สำหรับผู้โดยสาร นั่นอาจหมายถึงการตื่นตีสี่ รีบไปสนามบินแต่สำหรับนักบิน การทำงานวันนั้นเริ่มเร็วกว่านั้นมาก เที่ยวบินหกโมงเช้า นักบินตื่นกี่โมง? โดยทั่วไป นักบินต้อง รายงานตัว (report for duty) ประมาณ 60–90 นาที ก่อนเวลาเครื่องออกหากเป็นสนามบินใหญ่ หรือเที่ยวบินระหว่างประเทศ เวลาเตรียมตัวอาจนานกว่านั้น ดังนั้น เที่ยวบิน 06:00 น.เวลารายงานตัวอาจอยู่ที่ 04:30 น. แต่การรายงานตัวไม่ใช่เวลาที่นักบินตื่นนักบินต้องเผื่อเวลาให้กับ ในความเป็นจริง นักบินจำนวนมากต้อง ตื่นตั้งแต่ประมาณ 02:30–03:00 น. และนั่นคือ ถ้าคืนนั้น “นอนหลับได้ตามแผน” การนอนของนักบิน ไม่ได้วัดแค่จำนวนชั่วโมง หนึ่งในความท้าทายที่สุดของอาชีพนักบิน คือการทำงานที่ไม่เป็นเวลา (irregular schedule) ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบให้มีนาฬิกาชีวิต (circadian …

Thai Captain in the cockpit

จากโคไพลอตไปเป็นกัปตัน

ผมได้รับการโปรโมทเป็นกัปตันของการบินไทยในปี 2006วันที่ติดสี่ขีดบนบ่าอย่างเป็นทางการคือ 16 กันยายน ถ้านับตั้งแต่วันที่ผมก้าวออกจากโรงเรียนการบินวันนั้นเท่ากับว่าผมใช้เวลาอยู่ในอาชีพนักบินมาแล้ว กว่า 12 ปี หลายคนอาจถามว่า ช้าไหมคำตอบคือ ไม่ช้า และก็ไม่เร็วแต่มันคือเส้นทางที่สะท้อนโครงสร้างของอาชีพนักบินในยุคนั้นได้ชัดเจนมาก ในสมัยก่อน กฎระเบียบของการบินไทยกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่จะได้รับการพิจารณาเป็นนักบินที่หนึ่ง (Captain) จะต้อง เงื่อนไขแรก—“เป็นนักบินไม่น้อยกว่า 8 ปี”—ในทางปฏิบัติ มีการตีความกันอยู่พักใหญ่สุดท้ายข้อสรุปก็คือ นับตั้งแต่จบโรงเรียนการบิน ส่วนเงื่อนไขที่สองนั้นชัดเจนกว่าการจะเป็น Senior Co-Pilot ได้ ต้องสอบผ่านและได้รับ ATPLหรือที่นักบินสมัยก่อนเรียกกันติดปากว่า D License เหตุผลที่เรียกเช่นนั้นก็เพราะเลขที่ใบอนุญาต ATPL ของไทยจะขึ้นต้นด้วยอักษร Dเช่น D-0001, D-0123 เป็นต้น ทำไมการเป็นกัปตันถึง “ช้า” สิ่งที่คนภายนอกมักไม่เข้าใจคือการเป็นกัปตันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับ “ความต้องการกัปตันของสายการบินในช่วงเวลานั้น” เป็นหลัก ตัวแปรมีหลายอย่าง เช่น ถ้าสายการบินต้องการกัปตันจำนวนมากการฝึกก็จะถูกเร่งให้เร็วขึ้นแต่ถ้าไม่จำเป็น ก็ต้องรอ ในช่วงที่ผมเข้ามาเป็นนักบินการบินไทยรับนักบินใหม่ปีละหลายชุดเมื่อครบคุณสมบัติ ก็จะ ทยอยฝึกกัปตันตามลำดับรุ่น ปัญหาคือเมื่อถึงเวลาที่ผมครบเกณฑ์ 8 ปียังมีรุ่นพี่ค้างอยู่ก่อนหน้าผมอีก เกือบห้าสิบคน นั่นหมายความว่า ต่อให้คุณ …

Captain in tension

ทำไมบางคน “สอบตก” ทั้งที่ดูพร้อมกว่าคนอื่น

ห้องสัมภาษณ์นักบินไม่ใช่สนามสอบความรู้และไม่ใช่เวทีแสดงความเก่ง หลายคนเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารหนาชั่วโมงบินครบผลการเรียนดีภาษาอังกฤษดีและเตรียมคำตอบมาอย่างเป็นระบบ แต่กลับเดินออกไปพร้อมคำว่า“ไม่ผ่านการสัมภาษณ์” จากมุมของคนคุมห้องเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เราไม่ได้คัด “คนที่เตรียมตัวดีที่สุด” ในฐานะผู้สัมภาษณ์นักบินสิ่งที่เรามองหา ไม่ใช่คนที่ตอบคำถามได้เป๊ะที่สุดแต่คือคนที่ จะปลอดภัยที่สุด เมื่ออยู่ในระบบการบินจริง 10–20 นาทีในห้องสัมภาษณ์อาจดูสั้นสำหรับผู้สมัครแต่เพียงพอสำหรับกรรมการในการเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังคำตอบ เพราะนักบินไม่ได้ทำงานในสภาวะที่มีเวลาเตรียมคำตอบล่วงหน้าการบินคือการตัดสินใจในปัจจุบันภายใต้ข้อมูลไม่ครบและความกดดันจริง สิ่งที่เราฟัง…ไม่ใช่แค่คำตอบ ในทุกคำถามสิ่งที่สำคัญกว่าคำตอบ คือ บางคนตอบถูกทุกข้อแต่เต็มไปด้วยสัญญาณของความตึงเครียดการกลัวผิดและความพยายามจะ “เดาใจกรรมการ” จากมุมคนคุมห้องนี่คือ Red Flag ความมั่นใจที่มากเกินไป ก็เป็นเหตุให้ตกได้ ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยพยายามแสดงความมั่นใจให้มากที่สุดพูดเร็ว พูดเยอะย้ำว่าตนเองเคยเจอสถานการณ์ยากแค่ไหน แต่ในโลกการบินความมั่นใจที่ไม่เปิดพื้นที่ให้คนอื่นคือความเสี่ยง นักบินพาณิชย์ทำงานแบบ Multi-Crewทุกการตัดสินใจต้องผ่านการตรวจทานและยอมรับความเห็นที่แตกต่าง คนที่ “เชื่อมั่นตนเองมากเกินไป”มักไม่ฟังและมักไม่รู้ตัวว่า กำลังพาความเสี่ยงขึ้นเครื่องไปด้วย ทำไมคนที่ดูพร้อม จึงมักพลาด ผู้สมัครที่เตรียมตัวมามากมักติดกับดักอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัวนั่นคือ การยึดติดกับคำตอบที่ซ้อมมา เมื่อคำถามไม่ตรงกับสิ่งที่เตรียมสมองจะเริ่มลังเลร่างกายจะเริ่มแสดงอาการสายตาหลบมือขยับเสียงเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก็เห็นได้และสำหรับคนที่คุมห้องสัมภาษณ์สัญญาณเหล่านี้ชัดเจนมาก ห้องสัมภาษณ์ คือ Cockpit จำลอง เราไม่เคยมองหานักบินที่ “ไม่เคยพลาด”แต่เรามองหาคนที่ การสัมภาษณ์ จึงไม่ต่างจาก CRM บนโต๊ะเราอยากเห็นว่าถ้าเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นคุณจะจัดการกับมันอย่างไร สอบตก ไม่ได้แปลว่าไม่เหมาะกับการบิน การไม่ผ่านการสัมภาษณ์ไม่ได้ตัดสินคุณค่าของชีวิตใคร แต่สะท้อนว่าในช่วงเวลานั้นบุคลิก ทัศนคติ หรือวิธีคิดของคุณอาจยังไม่ตรงกับความเสี่ยงที่องค์กรพร้อมรับ บางคนสอบตกวันนี้แต่กลับมาใหม่อย่างแข็งแรงกว่าเดิมและกลายเป็นนักบินที่ดีมากในวันข้างหน้า …

Pilot experience

ทำไมจึงสอบตกสัมภาษณ์นักบิน

ทำไมจึงสอบตกสัมภาษณ์นักบิน บทความนี้พูดถึงการบินแต่เริ่มต้นด้วยคำว่า “สอบตก” หลายคนมองว่าการสอบตกสัมภาษณ์นักบินเป็นเรื่องเศร้า เป็นความล้มเหลว เป็นจุดจบของความฝันแต่ในความเป็นจริงแล้ว…มันไม่ใช่แบบนั้นเลย การสอบไม่ผ่าน ไม่ได้หมายความว่าชีวิตพังและไม่ได้บอกว่าเราด้อยค่า หรือไม่เหมาะสมกับโลกการบินมันเพียงสะท้อนว่า ในช่วงเวลานั้น เรายังไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์กำลังมองหา และตรงนี้เอง ที่หลายคนเข้าใจผิด การสัมภาษณ์นักบิน เขามองอะไร โดยหลักแล้ว การสัมภาษณ์ไม่ใช่การวัดความรู้เชิงเทคนิคแต่เป็นการมองหา “ตัวตน” ของผู้สมัคร กรรมการจะดู บางครั้ง การสัมภาษณ์ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีแต่ก็เพียงพอให้ผู้สัมภาษณ์ “อ่านเราออก” ได้มากกว่าที่เราคิด เพราะสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดแต่คือ วิธีคิด วิธีตอบ และวิธีเป็นคนของเรา ความมั่นใจ…สิ่งจำเป็น แต่ต้องพอดี การสัมภาษณ์นักบิน แน่นอนว่าต้องการคนที่ มีความมั่นใจในตัวเองแต่ขอเน้นว่า… ไม่ใช่ความมั่นใจแบบล้นเกิน นักบินพาณิชย์ ไม่เคยบินคนเดียว การทำงานบนเครื่องบินพาณิชย์คือ ระบบทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมา เพื่อลดความผิดพลาดของมนุษย์ คนที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปมักจะ ซึ่งนี่คือ อันตรายอย่างยิ่ง ในอาชีพนักบิน ทำไม “คนที่เตรียมตัวมากเกินไป” มักสอบตก หลายคนคิดว่า “ยิ่งท่อง ยิ่งซ้อม ยิ่งเป๊ะ ยิ่งมีโอกาสผ่าน” แต่ในความเป็นจริงการเตรียมคำตอบล่วงหน้ามากเกินไป กลับทำให้เราตกหลุมพรางตัวเอง เพราะเมื่อคำถามไม่เป็นไปตามที่ซ้อมมาสมองจะเริ่มลังเลปากจะเริ่มอึกอักและร่างกายจะแสดง …

Aviation eBook หนังสือการบิน

การสอบสัมภาษณ์นักบินฝึกหัด (Student Pilot)

**มุมมองจากคนที่เคยนั่งทั้งฝั่งผู้สมัคร และฝั่งผู้สัมภาษณ์** ผมจะไม่เขียนเรื่องนี้ในเชิงวิชาการ หรือไล่ทฤษฎีการตอบคำถามสัมภาษณ์แบบตำราแต่จะขอเล่าในมุม “การปฏิบัติตัว” และ “การเตรียมใจ” สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การสอบสัมภาษณ์นักบินฝึกหัด เพราะในความเป็นจริงแล้วการสัมภาษณ์นักบิน *ไม่เหมือน* การสมัครงานทั่วไปและยิ่ง *ไม่เหมือน* การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ### 1. เอกสาร: เรื่องเล็กที่ไม่ควรพลาด เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด แต่พลาดกันมากที่สุดคือ **เอกสาร** เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นระเบียบตามที่ประกาศรับสมัครกำหนดไว้ทุกประการ อย่าปล่อยให้วันสัมภาษณ์ต้องมานั่งกังวลว่า– เอกสารยังไม่ครบ– สำเนาขาด– ลืมเซ็น– หรือยังไม่ได้จัดเรียง เรื่องเหล่านี้ไม่ช่วยให้คุณได้คะแนนเพิ่มแต่สามารถ *ลดคะแนน* ได้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มสัมภาษณ์ คำแนะนำคือ > เตรียมทุกอย่างให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ> เพื่อ “ตัดสิ่งรบกวนใจ” ออกไปให้หมด — ### 2. การแต่งกาย: First Impression เกิดก่อนคุณพูดคำแรก การแต่งกายไม่จำเป็นต้องหล่อเนี้ยบ หรือดูแฟชั่นแต่ต้อง **สุภาพ สะอาด และเหมาะสม** ทรงผม ความเรียบร้อย รองเท้า เสื้อผ้าคือ *first …

การเป็นโคไพลอตที่ดี

Co-pilot ในดวงใจ

(เรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับปี 2016 ในหนังสือ A Pilot Part II) แม้ว่าปัจจุบันผมจะไม่ได้ทำการบินแล้ว แต่ก็ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ วันนี้ ผมก็นึกถึงหัวข้อว่า “co-pilot ในดวงใจ” ที่เคยเขียนไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนขึ้นมานักบินผู้ช่วยแบบไหนกันนะ ที่กัปตันอย่างเราจะอยากบินด้วย? เขาควรมีคุณสมบัติอย่างไร? “ในยุคสมัยนี้ กับนักบินรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน เรียกว่า รุ่นลูกที่เป็นคลื่นลูกใหม่ทางการบินแล้ว กัปตันก็เป็นกัปตันรุ่นใหม่ๆ บรรยากาศการทำงานในห้องนักบินก็คงจะเปลี่ยนไปเยอะแล้ว แต่เชื่อเถอะว่า ในใจของกัปตันไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ มีบ้างนะที่จะคิดแบบนี้” โดยนิสัยส่วนตัว ผมเป็นคนไม่ค่อยเรื่องมาก ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขว่า co-pilot ที่บินด้วยต้องเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ถึงจะทำงานด้วยกันได้ แต่ถ้าถามว่า “แบบไหนที่ผมอยากบินด้วยมากที่สุด?” ก็คงตอบแบบนี้ครับ “ไม่ต้องรู้ใจ… แต่ต้องรู้งาน” นักบินใหม่หลายคนมักคิดว่า ถ้ายิ้มให้บ่อย ๆ ทำตัวให้ถูกใจ ทำอะไรก็เอาใจกัปตันไว้ก่อน แบบนั้นจะทำงานง่ายกว่า ผมเข้าใจนะ เพราะทุกคนอยากให้บรรยากาศบนเครื่องราบรื่น แต่พูดตรง ๆ เลยครับ—ถ้ามาเอาใจมากเกินไป ผมรำคาญ สิ่งที่ผมอยากเห็นไม่ใช่ “การรู้ใจ” แต่คือ “การรู้งาน” การทำงานบนพื้นฐานของกฎ …

I'm your captain speaking

กัปตันจอมฝืด

สมัยที่ผมยังเป็นโคไพลอต ผมเป็นคนหนึ่งที่ ไม่เคย หนีกัปตันที่ขึ้นชื่อว่า “ดุ” หรือ “จุกจิก” เลย

ไม่เคยขอแลกไฟล์ท ไม่เคยกลัวชื่อเสียงคำล่ำลือของกัปตันแต่ละท่านที่ได้ยินมาล่วงหน้าอะไรทั้งนั้น เพราะผมคิดเสมอว่า—ถ้าเปิดใจให้กว้างพอ เรามักจะเห็นด้านดี ๆ ของกัปตันที่ใครหลายคนบอกว่า “น่ากลัว” อยู่เสมอ