✈️ การเดินทางทางอากาศกับสตรีมีครรภ์
✈️ Air Travel and Pregnancy
🔹 ทำไมการขึ้นเครื่องบินต้องระวังเป็นพิเศษ
การเดินทางโดยเครื่องบินต่างจากการอยู่บนพื้นดิน ทั้ง ความกดอากาศ, ระดับออกซิเจน, และข้อจำกัดทางการแพทย์บนเครื่องบิน สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อแม่และทารกในครรภ์ ทำให้สายการบินต้องออกกฎและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน
Air travel differs from being on the ground due to cabin pressure, oxygen levels, and limited medical resources onboard. These factors may affect both mother and fetus, prompting airlines to set clear policies and guidelines.
🔹 ความเสี่ยงในช่วงตั้งครรภ์อ่อน (First Trimester)
- ร่างกายเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างรวดเร็ว
- มีความเสี่ยงต่อ การแท้งบุตรโดยธรรมชาติ สูงกว่าช่วงอื่น
- การเดินทางอาจก่อให้เกิด ความเหนื่อยล้า ความเครียด หรือภาวะแทรกซ้อน
สายการบินจึงมักให้ผู้โดยสารเซ็น ใบยินยอม (Consent Form) เพื่อยืนยันว่าผู้โดยสารเข้าใจความเสี่ยงและยอมรับความรับผิดชอบในการตัดสินใจเดินทาง
During the first trimester:
- The body undergoes rapid hormonal changes
- Naturally higher risk of miscarriage compared to later stages
- Travel may contribute to fatigue, stress, or complications
Airlines often require a consent form to confirm that passengers acknowledge the risks and take responsibility for their decision to fly.
🔹 ความเสี่ยงในช่วงตั้งครรภ์แก่ (Late Pregnancy)
- ความเสี่ยงหลักคือ การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดบนเครื่องบิน
- พื้นที่จำกัดและ เครื่องมือแพทย์ไม่เพียงพอ สำหรับรองรับ
- เสี่ยงต่อ ชีวิตทั้งแม่และทารก หากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ด้วยเหตุนี้ สายการบินส่วนใหญ่จึงกำหนดข้อห้ามหรือข้อจำกัดเข้มงวดเมื่ออายุครรภ์เกิน 28–32 สัปดาห์
In late pregnancy:
- Main risk is preterm labor in-flight
- Limited space and inadequate medical equipment onboard
- Potential danger to both mother and baby if an emergency occurs
Therefore, most airlines enforce strict restrictions or prohibit travel beyond 28–32 weeks of pregnancy.
🔹 ข้อแนะนำสำหรับสตรีมีครรภ์ที่ต้องเดินทาง
✅ ปรึกษาแพทย์ก่อนเดินทางทุกครั้ง
✅ ตรวจสอบ นโยบายสายการบิน ล่วงหน้า
✅ เตรียมเอกสารประกอบ เช่น Medical Certificate หรือ Consent Form
✅ เลือกที่นั่งริมทางเดิน เพื่อให้ลุกเดินและเข้าห้องน้ำสะดวก
✅ ดื่มน้ำเพียงพอ และขยับร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน (DVT)
Recommendations for pregnant travelers:
✅ Always consult a doctor before flying
✅ Review airline policies in advance
✅ Prepare necessary documents such as a Medical Certificate or Consent Form
✅ Choose an aisle seat for easier movement and restroom access
✅ Stay hydrated and move regularly to reduce risk of deep vein thrombosis (DVT)
🔹 สรุป
การขึ้นเครื่องบินสำหรับสตรีมีครรภ์ ไม่ถือว่าอันตรายโดยตรง แต่มีความเสี่ยงแตกต่างกันตามอายุครรภ์ สายการบินจึงออกมาตรการเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้โดยสารและการบินเอง การเตรียมตัวและการปรึกษาแพทย์คือกุญแจสำคัญ
Air travel for pregnant women is not inherently dangerous, but the risks vary depending on gestational stage. Airline measures aim to protect both passengers and flight operations. Proper preparation and medical consultation are key to safe travel.
อายุครรภ์ที่สายการบินมักห้ามขึ้น / มีเงื่อนไขด้านอายุครรภ์
| สายการบิน / ประเทศ | อายุครรภ์ที่ ต้องมีใบรับรองแพทย์ (Medical Certificate) / มีเงื่อนไขพิเศษ | อายุครรภ์ที่ สายการบินไม่อนุญาตให้บิน (เมื่อใกล้คลอดแล้ว) |
|---|---|---|
| Thai Lion Air (ไทย) | 28-35 สัปดาห์ ต้องมีใบแพทย์รับรองว่า fit to travel และไม่เกิน 7 วันก่อนเที่ยวบิน Thai Lion Air | 35 สัปดาห์ขึ้นไป ถูกปฏิเสธการโดยสาร (refused carriage) Thai Lion Air |
| Thai Airways (ไทย) | ขึ้นกับระยะบิน: < 4 ชั่วโมง อนุญาตจนถึง 36 สัปดาห์; > 4 ชั่วโมงจนถึง 34 สัปดาห์ พร้อมใบรับรองแพทย์ Thai Airways | หลังจาก 36 สัปดาห์ถูกจำกัด / ไม่อนุญาตบิน Thai Airways+1 |
| Bangkok Air (ไทย) | สำหรับ multiple pregnancy (ตั้งครรภ์หลายทารก): หลัง 32 สัปดาห์ขึ้นไปไม่อนุญาตบิน Bangkok Airways | Beyond 32 สัปดาห์ (multiple) ไม่ได้อนุญาต Bangkok Airways |
| Singapore Airlines | Single pregnancy: ต้องมีใบรับรองแพทย์เมื่ออายุครรภ์ 29-36 สัปดาห์; สำหรับ multiple pregnancy: 29-32 สัปดาห์ สายการบินสิงคโปร์ | Single pregnancy: ไม่อนุญาตบินหลัง 36 สัปดาห์; Multiple pregnancy: หลัง 32 สัปดาห์ สายการบินสิงคโปร์ |
| EVA Air | Single pregnancy: ถึง 36 สัปดาห์ (หากเป็น uncomplicated); Multiple pregnancy: ถึง 32 สัปดาห์ มี MEDIF / ใบรับรองแพทย์ต้องกรอกใน 10 วันก่อนบิน evaair.com | หลังจาก 36 สัปดาห์ (single) / 32 สัปดาห์ (multiple) ไม่รับโดยสาร evaair.com |
ตัวอย่างโดยสรุป + ข้อแนะนำ
- โดยทั่วไป สายการบินหลักมักจะ ไม่อนุญาตให้บิน ถ้าอายุครรภ์ เกิน 36 สัปดาห์ สำหรับการตั้งครรภ์เดี่ยว (single pregnancy) และ เกิน 32 สัปดาห์ สำหรับการตั้งครรภ์หลายทารก (multiple pregnancy) เช่น แฝด ฯลฯ
- ช่วงอายุที่ต้องมีใบรับรองแพทย์มักเริ่มตั้งแต่ประมาณ 28-29 สัปดาห์ขึ้นไป
- ถ้าการบินมีความยาว, เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ หรือเที่ยวบินที่อาจมีเงื่อนไขพิเศษ (เช่น ต้องเดินทางหลายต่อ หรือมีการเปลี่ยนสนามบิน) สายการบินอาจเข้มงวดมากขึ้น
อ้างอิงที่น่าเชื่อถือ
- Thai Lion Air: ข้อมูล “Pregnant Mothers” ระบุเงื่อนไขตามอายุครรภ์ 28-35 สัปดาห์, ปฏิเสธเมื่อเกิน 35 สัปดาห์ Thai Lion Air
- Thai Airways: “Informations médicales” / ข้อมูลผู้โดยสารที่ตั้งครรภ์ ระบุ single pregnancy ถึง 36 สัปดาห์ (เที่ยวบินสั้น) และ 34 สัปดาห์สำหรับเที่ยวบินยาวขึ้น Thai Airways
- Singapore Airlines: หน้า “Expectant women” ระบุหลัง 36 สัปดาห์ (single) หรือ 32 สัปดาห์ (multiple) ห้ามบิน พร้อมเงื่อนไขรับใบรับรองแพทย์ก่อนหน้านั้น สายการบินสิงคโปร์
- EVA Air: ระบุ “uncomplicated single pregnancy up to 36 weeks” / multiple up to 32 weeks พร้อมกรอก MEDIF /ใบแพทย์ภายในระยะเวลา ฯลฯ evaair.com
A350 accident Airbus aircraft airline airmanship attitude aviation Aviation SMS become a captain become a pilot Boeing Crisis Crisis Management diversion emergency engine fatigue flight safety flood go-around Indigo interview judgement management motivation pilot pilot interview qualified pilot safety safety management Safety Management System safety report SMS student pilot technology turbulence weather การจัดการความปลอดภัย การจัดการภาวะวิกฤติ การบิน การสอบสัมภาษณ์ นักบิน ระบบบริหารความปลอดภัย สอบนักบิน
-
เข้าใจธุรกิจการบิน ต้องเข้าใจ ASK CASK RASK
CASK RASK ASK เป็นสามตัวแปรเพื่อให้ผู้บริหารสายการบินพิจารณาในการกำหนดทิศทางและวางแผนในการดำเนินการของสายการบิน 1️⃣ ASK – Available Seat Kilometre แปลแบบตรงๆตัวก็คือ จำนวนที่นั่งผู้โดยสารที่สามารถขายหรือทำเงินได้กับระยะทางที่ทำการบิน นิยาม ASK = จำนวนที่นั่ง × ระยะทางบิน (km) มันคือ “supply metric” สูตร [ASK = Seats × Distance] ถ้า: ASK = 180 × 1,000 = 180,000 seat-km ถ้าบินไป-กลับวันละ 1 รอบ 180 seats × 1,000 km × 2 sectors × 365 วัน= 131,400,000 ASK ต่อปี ทำไม…
-
First Class for Pilot
เมื่อไม่นานมานี้ American Airlines ประกาศให้นักบินที่เดินทางเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่บินต่อ (deadheading) ได้รับการจัดลำดับที่นั่งชั้น First Class ก่อนสมาชิกโปรแกรมสะสมไมล์ระดับสูง สำหรับผู้โดยสาร (และคนทั่วไป) เรื่องนี้อาจฟังดูไม่ยุติธรรม ทำไมนักบินต้องได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าคนที่จ่ายเงินเพื่อเดินทาง โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เป็นสมาชิกสะสะมแต้ม บลา ๆ ๆ หากมองจากมุมของการปฏิบัติการบิน การตัดสินใจเช่นนี้มีเหตุผลที่เหมาะสม (กับสภาพแวดล้อมและลักษณะในการทำงานของเค้า) โดยคำนึงด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับความเสี่ยง การที่นักบิน reposition ไม่ได้เดินทางเพื่อความสะดวกสบายส่วนตัว แต่กำลังเดินทางเพื่อไปรับหน้าที่ควบคุมอากาศยาน ซึ่งต้องทำหน้าที่รับผิดชอบผู้โดยสารหลายร้อยชีวิต และตัดสินใจในสถานการณ์ที่อาจมีความซับซ้อนสูง ความพร้อมของลูกเรือจึงไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ” แต่เป็นการลดความเสี่ยงหรือกำจัดความเสี่ยงที่เกิดจากความเหนื่อยล้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบความปลอดภัย (อ่านในหนังสือ Aviation SMS ที่ผมเขียนได้ เดี๋ยวแปะลิ้งค์ให้ในคอมเม้นต์) การบริหารความเหนื่อยล้า (Fatigue Mitigation) การพักผ่อนที่เพียงพอ และความต่อเนื่องของปฏิบัติการ เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการตัดสินใจ การตระหนักรู้สถานการณ์ และความปลอดภัยโดยรวมของเที่ยวบิน สายการบินดำรงอยู่ได้ด้วยความไว้วางใจและความภักดีของลูกค้าแต่การดำเนินงานให้ปลอดภัยและตรงเวลา ต้องอาศัยลูกเรือที่มีความพร้อมสูงสุด การให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์ของปฏิบัติการก่อนสิทธิประโยชน์ จึงไม่ใช่การลดคุณค่าของลูกค้า หากแต่เป็นการยืนยันว่า ความปลอดภัยและความเชื่อถือได้ คือรากฐานที่ทำให้ทุกคนเดินทางได้อย่างมั่นใจ เรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับการอัปเกรดที่นั่งแต่เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อระบบทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังทุกเที่ยวบิน ผมเขียนเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการบินแล้ว และไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนักบินมาหลายปีแล้วผมเชื่อว่าความเห็นของผมในฐานะอดีตนักบินที่ทำการบินระยะไกลมามาก…
-
Deadhead คืออะไร
Deadhead หรือ passive crew หมายถึง นักบินและ/หรือพนักงานต้อนรับที่เดินทางไปด้วยบนเที่ยวบินโดยไม่ได้ทำหน้าที่ในระหว่างไฟลท์ แต่เดินทางไปเพื่อทำหน้าที่หลังจากไฟลท์หรือเดินทางกลับบ้าน ทำไมต้องมี dead head ? กล่าวถึงเฉพาะด้านนักบินเพื่อให้เห็นภาพถึงสถานการณ์ที่ต้องเดินทางเป็น dead head กันครับ ปกตินักบินจะบินเครื่องบินได้เฉพาะแบบ เช่น คนที่บิน B777 ก็บินได้เฉพาะ B777 นักบิน B747 ก็บินได้เฉพาะ B747 นักบิน B777 แม้ว่าจะเคยบิน B747 มาก่อนอยู่ ๆ วันนี้จะบิน B747 เลยไม่ได้ (นักบินนั้นถูกกำหนดตามกฏหมายให้บินเครื่องบินได้เพียงแบบเดียว หากจะบินเครื่องบินสองแบบต้องมีการขออนุมัติและมีมาตรการการฝึกและกำกับดูแลเพิ่มเติม ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วสายการบินจะให้บินเพียงแบบเดียวเท่านั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ให้เกิดความสับสนและทำให้เกิดข้อบกพร่องในด้านคุณภาพการบิน) การทำงานของนักบินจะมีการกำหนดระยะเวลาทำงานสูงสุดที่สามารถทำได้ต่อวัน ซึ่งก็คือประมาณ 11-13 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เริ่มต้นทำงาน และโดยปกติแล้วเที่ยวบินที่เดินทางจากกรุงเทพไปตามเมืองต่าง ๆ ในยุโรปนั้นจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมงขึ้นไป ดังนั้น เมื่อไปถึงนักบินจึงบินกลับมาเลยไม่ได้จะต้องลงนอนพักผ่อนที่ปลายทางก่อนที่จะทำการบินกลับ(ดูช่วงเวลาการพักผ่อนขั้นต่ำด้านล่าง) ส่วนเครื่องบินนั้นจะเดินทางรับผู้โดยสารกลับมาเลยในวันเดียวกันนั้นโดยใช้นักบินอีกชุดหนึ่งที่ไปถึงก่อนหน้าแล้ว 1 วัน (ขึ้นอยู่กับตารางการบินและการจัดการด้านการเคลื่อนย้ายกำลังพลด้วย) เรามาดูตัวอย่างกันชัด ๆ…
-
Swiss Cheese Model
1. ที่มาและแนวคิดหลัก Swiss Cheese Model ถูกพัฒนาโดยศาสตราจารย์ James Reason นักจิตวิทยาด้าน Human Factors เพื่ออธิบายกลไกการเกิดอุบัติเหตุในระบบที่ซับซ้อน เช่น การบิน พลังงานนิวเคลียร์ และการแพทย์ แนวคิดสำคัญคือ: อุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากช่องโหว่หลายชั้นที่เรียงตัวตรงกัน แต่ละ “แผ่นชีส” เปรียบเสมือน ชั้นป้องกัน (Defensive Layer) ของระบบส่วน “รูในชีส” คือ จุดอ่อนหรือช่องโหว่ (Weaknesses / Holes) เมื่อรูของแต่ละชั้นเรียงตัวตรงกัน อันตราย (Hazard) จะทะลุผ่านทุกแนวป้องกันและนำไปสู่อุบัติเหตุ 2. องค์ประกอบสำคัญของโมเดล (1) Hazard แหล่งอันตรายที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น สภาพอากาศเลวร้าย ระบบขัดข้อง ความซับซ้อนของภารกิจ (2) Defensive Layers มาตรการป้องกันหลายระดับ เช่น: (3) Holes (ช่องโหว่) ช่องโหว่มีสองประเภทหลัก: 3.…
-
Latent Conditions ในบริบทการบิน
1. ความหมาย ENG version click here Latent Conditions หรือ “เงื่อนไขแฝง” หมายถึง จุดอ่อนหรือความบกพร่องที่ซ่อนอยู่ภายในระบบ ซึ่งอาจดำรงอยู่เป็นระยะเวลานานโดยไม่แสดงผลชัดเจน จนกระทั่งมีปัจจัยอื่นเข้ามาประกอบกันและนำไปสู่อุบัติการณ์หรืออุบัติเหตุ แนวคิดนี้อธิบายไว้อย่างชัดเจนใน Swiss Cheese Model ของ James Reason ซึ่งชี้ว่า อุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจาก “ช่องโหว่หลายชั้น” ที่เรียงตัวตรงกัน Latent Conditions จึงเป็นความบกพร่องระดับระบบ (System-level weaknesses) ไม่ใช่ความผิดพลาดเฉพาะหน้าของผู้ปฏิบัติงาน 2. ความแตกต่างระหว่าง Latent Conditions และ Active Failures Active Failures Latent Conditions เกิดที่ระดับผู้ปฏิบัติงาน ฝังอยู่ในระบบหรือโครงสร้างองค์กร ส่งผลทันที ส่งผลสะสมและแสดงออกภายหลัง มองเห็นได้ชัด มักซ่อนเร้นและถูกมองข้าม เป็น “ข้อผิดพลาดปลายทาง” เป็น “ต้นตอเชิงระบบ” Active Failure…
-
ผู้บริหารสูงสุด และความมุ่งมั่นขององค์กรต่อ SMS
การผลักดันวัฒนธรรมความปลอดภัย ต้องอาศัยความมุ่นมั่นในการที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และมั่นคงต่อการรักษาระบบบริหารความปลอดภัยขององค์กรตามแนวทางที่วางไว้ ความรับผิดชอบของผู้บริหารสูงสุด และความมุ่งมั่นขององค์กรต่อ SMS ENG version click here จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักว่า Safety Management System (SMS) เป็นระบบที่ขับเคลื่อนจากบนลงล่าง (Top-Down Driven System) โดย Accountable Manager เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงสุดต่อการนำระบบไปใช้ (Implementation) การกำกับดูแลให้เป็นไปตามข้อกำหนด (Compliance) และการธำรงรักษาประสิทธิผลของระบบอย่างต่อเนื่อง หากปราศจากความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง การแสดงบทบาทผู้นำอย่างชัดเจน และความเป็นเจ้าของระบบจาก Accountable Manager แล้ว SMS จะไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยมิใช่หน้าที่ของผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น ความรับผิดชอบร่วมกันของบุคลากรทุกระดับในองค์กร ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจากพนักงานทุกคน วัฒนธรรมการรายงาน และตัวชี้วัดด้านความปลอดภัย การไม่มีรายงานเหตุการณ์ (Occurrence Reports)ไม่ได้หมายความว่าองค์กรมีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย ในทำนองเดียวกัน การมีรายงานจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่าองค์กรนั้นไม่ปลอดภัย จากประสบการณ์ด้านการจัดการความปลอดภัย พบว่าอุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจากเหตุการณ์หรือความผิดปกติระหว่างการปฏิบัติงานที่ไม่ได้รับการรายงาน ทำให้ความเสี่ยงที่แฝงอยู่ (Latent Conditions) ค่อย ๆ…


