วิเคราะห์ประกาศ CAAT เรื่องการควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรือ:

วิเคราะห์ประกาศ CAAT เรื่องการควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรือ:

จากการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) สู่การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Management)

By Capt. Sopon Insights

“A Professional Perspective on Aviation Governance, Safety Culture, and Emerging Systemic Risks”

การที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกประกาศเรื่อง “มาตรการควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรือของผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ พ.ศ. 2569” นับเป็นพัฒนาการที่สำคัญของระบบกำกับดูแลการบินพลเรือนของประเทศไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรการบินในยุคที่ภัยคุกคามมีความซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมุมมองของการบริหารความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยการบิน และการกำกับดูแลเชิงระบบ อาจกล่าวได้ว่า ประกาศฉบับนี้ไม่ได้สร้างหลักการใหม่ขึ้นมา แต่เป็นการทำให้ความคาดหวังและข้อกำหนดที่มีอยู่แล้วในมาตรฐานสากลมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถบังคับใช้ได้ในระดับองค์กรและระดับกำกับดูแลมากขึ้น

สิ่งที่ “มีอยู่แล้ว” ในมาตรฐานการบินสากล

ในความเป็นจริง ความเสี่ยงจากการรับฝากหรือรับขนสิ่งของของบุคคลอื่นโดยสมาชิกลูกเรือ เป็นประเด็นที่ครอบคลุมอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลระหว่างประเทศมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น

  • ICAO Annex 17 ด้านการรักษาความปลอดภัยการบิน
  • ICAO Annex 19 ด้านการจัดการความปลอดภัย
  • Safety Management System (SMS)
  • Security Management System (SeMS)
  • Aircraft Operator Security Programme (AOSP)
  • กฎหมายศุลกากรระหว่างประเทศ
  • กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดและการฟอกเงิน
  • มาตรการกักกันพืชและสัตว์
  • กฎระเบียบเกี่ยวกับวัตถุอันตราย (Dangerous Goods Regulations)
  • หลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมองค์กรของสายการบิน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สายการบินควรมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้อยู่แล้ว แม้จะไม่มีประกาศฉบับนี้ก็ตาม

ติดตามยูทูป Insightflying.com ได้ที่นี่ครับ

สิ่งที่ CAAT กำลังทำจริง ๆ คือ “Regulatory Codification”

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของประกาศฉบับนี้ ไม่ใช่การสร้างข้อกำหนดใหม่ แต่คือการเปลี่ยนสิ่งที่เคยเป็น “แนวปฏิบัติที่ดี” หรือ “ความคาดหวังตามมาตรฐานสากล” ให้กลายเป็น “ข้อกำหนดที่สามารถกำกับดูแลและบังคับใช้ได้โดยตรง”

จากเดิมที่อาจกล่าวได้ว่า

“สายการบินควรบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับสัมภาระของลูกเรือ”

ได้ถูกยกระดับเป็น

“สายการบินต้องจัดให้มีระบบควบคุมสัมภาระของลูกเรือ และสามารถแสดงให้หน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบได้”

การเปลี่ยนผ่านจาก “Should” ไปสู่ “Shall” นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในมุมมองของการกำกับดูแลเชิงกฎหมายและการตรวจติดตาม (Oversight)

การเปลี่ยนมุมมองจาก Safety ไปสู่ Enterprise Risk

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ประกาศฉบับนี้ไม่ได้มองความเสี่ยงเฉพาะในมิติของ Flight Safety หรือ Aviation Security เท่านั้น แต่ได้ขยายขอบเขตไปสู่ความเสี่ยงเชิงองค์กรและเชิงรัฐอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น

  • การลักลอบขนยาเสพติด
  • การฟอกเงิน
  • การลักลอบนำเข้าและส่งออก
  • ความน่าเชื่อถือของสายการบิน
  • ความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลของประเทศ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารความเสี่ยงแบบ Enterprise Risk Management (ERM) และแนวทาง Whole-of-Government Risk Management มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาจถึงเวลาที่เราควรมองให้ลึกกว่าการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า

“สายการบินปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือไม่”

แต่ควรเป็นว่า

“เหตุใดบุคลากรจึงตัดสินใจรับความเสี่ยงดังกล่าวตั้งแต่แรก”

ประเด็นนี้นำไปสู่เรื่องที่สำคัญกว่า ได้แก่

Human Factors

  • Trust Bias
  • Optimism Bias
  • Economic Pressure
  • Risk Perception Failure

Organizational Factors

  • Normalization of Deviance
  • Organizational Drift
  • Weak Signals
  • Leadership Influence

Safety and Security Culture

  • Safety Culture
  • Security Culture
  • Reporting Culture
  • Just Culture

ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจมีผลต่อพฤติกรรมของบุคลากรมากกว่าการมีหรือไม่มีข้อบังคับเพียงอย่างเดียว

ประเด็นที่สำคัญที่สุด: Insider Threat Management

หากพิจารณาในแนวโน้มของการบินโลกในปัจจุบัน จะพบว่าหน่วยงานกำกับดูแลและองค์กรด้านความมั่นคงการบินกำลังให้ความสำคัญกับ “Insider Threat” มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บุคลากรที่ได้รับความไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็น

  • นักบิน
  • พนักงานต้อนรับ
  • พนักงานอำนวยการบิน
  • ช่างอากาศยาน
  • เจ้าหน้าที่ภาคพื้น
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

อาจกลายเป็น “ช่องทางของความเสี่ยง” ได้ หากองค์กรขาดระบบในการ

  • ตรวจจับ (Detect)
  • ประเมิน (Assess)
  • ลดความเสี่ยง (Mitigate)
  • รายงาน (Report)
  • กำกับดูแล (Govern)

อย่างเป็นระบบ

ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าคือ National Aviation Reputation Risk

ในท้ายที่สุด เหตุการณ์ที่เกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว อาจไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อตัวบุคคลหรือสายการบินเท่านั้น

แต่ยังอาจส่งผลต่อ

  • วัฒนธรรมองค์กรของสายการบิน
  • ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมการบิน
  • ความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลของประเทศ
  • ความเชื่อมั่นของประชาคมการบินระหว่างประเทศ

ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุป

ประกาศของ CAAT ฉบับนี้อาจไม่ได้สร้างหลักการใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบิน แต่ได้สร้างโอกาสสำคัญให้กับทุกภาคส่วนในการทบทวนว่า

“ระบบของเรามีความสามารถเพียงพอหรือไม่ในการระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงที่ซ่อนเร้น ก่อนที่ความเสี่ยงดังกล่าวจะพัฒนาไปเป็นวิกฤต”

เพราะในอุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่ คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับองค์กรกำกับดูแลและผู้ประกอบการ อาจไม่ใช่เพียงว่า

“เราปฏิบัติตามกฎระเบียบแล้วหรือยัง”

แต่คือ

“เรามีความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้ และบริหารความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ดีเพียงพอแล้วหรือยัง”

In aviation, compliance is essential. But resilience comes from the ability to understand and manage risks beyond compliance.

วิเคราะห์ประกาศ กพท เรื่องสัมภาระลูกเรือ
วิเคราะห์ประกาศ กพท เรื่องสัมภาระลูกเรือ

A350 accident Airbus aircraft air crash airline airmanship airworthiness aviation Aviation SMS become a captain become a pilot Boeing captain CAT Crisis Crisis Management emergency engine fatigue flight safety FRMS go-around Indigo interview investigation management pilot qualified pilot safety Safety Management System SMS student pilot technology training travel tips turbulence weather การจัดการความปลอดภัย การบิน การสอบสัมภาษณ์ ความปลอดภัย นักบิน สอบนักบิน สอบสัมภาษณ์

ที่ปรึกษาส่วนบุคคล personal advice
คำแนะนำส่วนบุคคล personal advice